อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 6 กรกฎาคม 2565

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 6 กรกฎาคม 2565

ใครบ้างเสี่ยง'เบาหวาน' เร่งตรวจก่อนสายเกินแก้!

"เบาหวาน" อีกหนึ่งโรคคุ้นหูของคนไทย แต่หลายคนยังเข้าใจผิด คิดว่าคนทานหวานเท่านั้นที่ต้องป่วย แต่อันที่จริงแล้วมีความเสี่ยงอะไรบ้าง? ต้องติดตาม! เสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2564 เวลา 14.00 น.


หากพูดถึง "โรคเบาหวาน" กันแล้ว คงเป็นอีกหนึ่งโรคคุ้นหูของคนไทย ซึ่งเป็น "โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง" เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน ทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ 

แต่หลายๆคนยังคงมีความเข้าใจผิดว่า "โรคเบาหวาน" นั้นจะเกิดขึ้นเฉพาะ ผู้ที่รับประทานหวานมากเกินไปเท่านั้น แต่ทราบหรือไม่ว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกมาก ที่จะก่อให้เกิดโรคได้



โดย "นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล อายุรแพทย์" ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลนวเวช ได้กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานว่ามีหลายอย่าง และน้ำหนักของแต่ละอย่างก็ไม่เท่ากัน มีงานศึกษาปัจจัยเสี่ยงหลายๆ อย่างของเบาหวาน แล้วนำข้อมูลมาคำนวณเป็นคะแนนความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานในอนาคต ซึ่งสามารถใช้ทำนายความเสี่ยงในอีก 12 ปีข้างหน้าได้อย่างแม่นยำพอสมควรในคนไทย

การแปลผลคะแนนความเสี่ยง คะแนนยิ่งสูง ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มมากขึ้น คะแนนสูงสุดคือ 17 คะแนน ผู้ที่ต้องการจะรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานมากน้อยแค่ไหนก็ลองทำตามตารางดู ถ้าได้คะแนนตั้งแต่ 6 ขึ้นไป ควรจะไปตรวจเช็กเบาหวาน



แล้วใครล่ะ ที่ควรตรวจเบาหวาน? จากตารางข้างบนจะเห็นว่า เบาหวานมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง และแต่ละอย่างก็มีน้ำหนักไม่เท่ากัน แล้วในผู้ใหญ่ที่มีโอกาสเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ถึงมากกว่า 90% ควรจะคัดกรองเบาหวานเมื่อไหร่?.. 

1.ในประชากรทั่วไป ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป 
2.ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน (ดัชนีมวลกาย >25 กก./ตร.ม. หรือ >23 กก./ตร.ม.ในคนไทย) ที่มีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
-มีประวัติเบาหวานในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง สายตรง
-มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
-เป็นความดันโลหิตสูง หรือรับประทานยารักษาอยู่
-ผู้ที่มีไขมันผิดปกติ HDL <35 มก./ดล. และ/หรือ Triglyceride >250 มก./ดล. หรือรับประทานยารักษา
-ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
-กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovarian syndrome) ในผู้หญิง
-ผู้ที่มีลักษณะทางคลินิกที่เกิดร่วมกับ "ภาวะดื้อต่ออินซูลิน" (Insulin resistance) เช่น อ้วนมาก (severe obesity) acanthosis nigricans (รอยปื้นดำ หนา ขรุขระ ที่บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ เป็นต้น)
-เชื้อชาติที่มีความเสี่ยงสูง เช่น แอฟริกันอเมริกัน ลาติน อินเดียนแดง กลุ่มชนหมู่เกาะแปซิฟิก เป็นต้น
-ผู้หญิงที่อ้วน และวางแผนที่จะมีบุตร ควรตรวจเบาหวาน หรือภาวะก่อนเบาหวาน ด้วย
บุคคลเหล่านี้ควรตรวจเบาหวานใน "ทุกอายุ"



3.ผู้ที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน (น้ำตาลสูงกว่าปกติ แต่ไม่ถึงเกณฑ์วินิจฉัยเบาหวาน) ควรได้รับการตรวจเบาหวาน "ทุกปี"
-HbA1c = 5.7-6.4%,
-ค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงขึ้นไป อยู่ระหว่าง 100-125 มก/ดล. (Impaired fasting glucose หรือ IFG คือน้ำตาลขณะอดอาหารบกพร่อง) 
4.ผู้หญิงที่มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus) ควรตรวจเบาหวานตลอดไป อย่างน้อยทุก 3 ปี (กรณีที่ยังไม่เป็น)
5.ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ (HIV) ซึ่งถ้าตรวจแล้วปกติ ควรตรวจอย่างน้อยทุก 3 ปี หรือแล้วแต่ปัจจัยเสี่ยง และผลการตรวจ



ส่วนสิ่งสำคัญที่ "ต้องคำนึง" ในภาวะก่อนเบาหวานและเบาหวานประเภทที่ 2 ต้องบอกว่าไม่มีใครทราบ "จุดเริ่มต้น" (onset) ของเบาหวาน จะเป็นเมื่อไหร่เพราะ..
-ส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไร หรืออาการน้อยจนไม่ทราบว่า นั่นคืออาการของเบาหวาน
-ถ้าชะล่าใจ หรือประมาท คิดว่าไม่เป็นอะไร อาจมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังได้
-ถ้ารู้ตัวว่าเป็นภาวะก่อนเบาหวาน สามารถป้องกัน หรือชะลอการเป็นเบาหวานในอนาคตได้

ฉะนั้น "การตรวจเบาหวาน" จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต ไม่ต้องกลัวถ้าจะต้องเป็น ดีกว่าเป็นโดยไม่รู้ ป้องกันดีกว่ารักษา เและยังเป็นการป้องกันไม่ให้เป็น "โรคเบาหวาน" หรือเกิดโรคแทรกซ้อนอีกด้วย...


................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย "พรรณรวี พิศาภาคย์"



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 57